ภาษีสำหรับธุรกิจ e-Commerce

ภาษีสำหรับธุรกิจ e-Commerce
e-Commerce คืออะไร?
e-Commerce (อีคอมเมิร์ซ) ย่อมาจาก Electronic Commerce หรือ การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หมายถึง การซื้อขายสินค้าและบริการผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น เว็บไซต์, แอปพลิเคชัน, แพลตฟอร์มต่างๆ (เช่น Shopee, Lazada, Facebook, Instagram, LINE, TikTok เป็นต้น)
ธุรกิจ e-Commerce มีได้หลายรูปแบบ เช่น:
- ขายสินค้าออนไลน์ เช่น เสื้อผ้า อาหารเสริม เครื่องสำอาง ฯลฯ
- ขายบริการออนไลน์ เช่น คอร์สเรียนออนไลน์, ออกแบบกราฟิก, โปรแกรมมิ่ง
- ขายสินค้าผ่าน Marketplace เช่น Shopee, Lazada
- ขายสินค้าผ่าน Social Media เช่น Facebook Live, TikTok Shop
ภาษีสำหรับธุรกิจ e-Commerce
ธุรกิจ e-Commerce ที่ดำเนินการในประเทศไทยต้องปฏิบัติตามกฎหมายภาษีต่างๆ เช่นเดียวกับธุรกิจทั่วไป แบ่งออกได้เป็นประเภทต่างๆ ดังนี้:
1. ภาษีเงินได้
- บุคคลธรรมดา: หากคุณขายของออนไลน์ในนามบุคคลธรรมดา จะต้องยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90 หรือ 91) และเสียภาษีตามอัตราก้าวหน้า
- นิติบุคคล: หากจดทะเบียนบริษัท จะต้องยื่นแบบภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) และเสียภาษีในอัตรา 15-20% ตามรายได้
2. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
- หากมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และคิด VAT 7% กับลูกค้า
- ต้องยื่นแบบภาษี VAT (ภ.พ.30) ทุกเดือน
3. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย
หากมีการจ่ายค่าบริการให้บุคคลอื่น เช่น influencer, ฟรีแลนซ์ จะต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย และนำส่งให้กรมสรรพากร
4. ภาษีธุรกิจเฉพาะ (บางกรณี)
เช่น การให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ อาจเข้าข่ายต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ
5. กฎหมายภาษี e-Service (กรณีต่างประเทศ)
ตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา กรมสรรพากรไทยกำหนดให้ผู้ให้บริการ e-Service จากต่างประเทศที่มีรายได้จากลูกค้าในไทยเกิน 1.8 ล้านบาท ต้องจด VAT และเสียภาษีด้วย เช่น Netflix, Facebook Ads, Google Ads เป็นต้น
คำแนะนำเพิ่มเติม
หากคุณทำธุรกิจ e-Commerce ควร:
- บันทึกรายรับ-รายจ่ายอย่างถูกต้อง
- ยื่นภาษีตามประเภทให้ครบถ้วน
- ปรึกษานักบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อให้ถูกต้องตามกฎหมาย
หากคุณอยากให้เราช่วยคำนวณภาษีเบื้องต้น หรือต้องการแนะนำว่าควรจดแบบไหนดี (บุคคลธรรมดาหรือบริษัท) ก็สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ครับ/ค่ะ


